นาซายืนยัน วัตถุโคจรใกล้โลก คือซากจรวดเมื่อ 54 ปีก่อน

หัวข้อ

โดยวัตถุปริศนา ที่โคจรเข้าใกล้โลกนี้ มีชื่อว่า “2020 SO” ซึ่งถูกพบโดยนักดาราศาสตร์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในขณะที่เขากำลังส่องหาวัตถุใกล้โลก ด้วยกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS1 ซึ่งนักดาราศาสตร์ท่านนี้ ได้ตรวจพบว่า 2020 SO นั้น มีวงโคจรที่แปลกกว่าวงโคจรดาวเคราะห์น้อยทั่วไป อีกทั้งขนาดที่เล็กของมันนั้น จึงทำให้สังเกตการณ์์ได้ยาก ทำให้นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า มันอาจไม่ใช่ NEO

จากการวิเคราะห์ และติดตามแบบ Traceback ของวงโคจร 2020 SO พบว่า มันเคยเข้าใกล้โลก เมื่อปี 1966 จึงทำให้เป็นไปได้ว่า มันอาจไม่ได้มาจากที่อื่น แต่มาจากโลก ซึ่งเมื่อได้ค้นประวัติการปล่อยจรวจในปี 1966 ของ NASA ดังนั้น Paul Chodas ผอ.ของศูนย์วิจัยศึกษาวัตถุใกล้โลก จึงสรุปเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นชิ้นส่วนของจรวด Atlas LV-3C โดยเฉพาะ Upper stage ที่เรียกว่า Centaur ที่ใช้ในการปล่อยยาน Surveyor 2 ตรงกับปี 1966 พอดี

ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้น ที่ได้มาจาก CNEOS ทีมนักดาราศาสตร์ของ University of Arizona ได้ใช้กล้อง IRTF ของ NASA ที่ตั้งอยู่ใน Maumakea, Hawaii ในการทำ Spectroscopy ของ 2020 SO ซึ่งจากการใช้กล้อง Large Binoculars Telescope เป็นการสำรวจล่วงหน้า จึงได้ข้อมูลว่า มันไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยอย่างแน่นอน

โดยการสำรวจ 2020 SO จากการทำ Soectroscopy ซึ่งใช้ IRTF เปรียบเทียบกับ Spectrum ของ 301 Stainless Steel ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในจรวด Centaur พบว่า Spectrum data จากทั้งสองนี้ มีความใกล้เคียงกันอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับตรงจุด จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า 2020 SO ประกอบด้วย 301 Stainless Steel และเป็นชิ้นส่วนของจรวด Centaur โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า ค่า Spectrum data ที่ไม่ตรงกันทั้งสองนี้ อาจเกิดจาก 2020 SO ซึ่งในขณะนั้น ได้คาดว่าเป็นชิ้นส่วนของจรวด Centaur ที่ทำจาก 301 Stainless Steel โดยถูกปล่อยไปเมื่อปี 1964 หรือเมื่อ 54 ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่า มันกำลังเจอกับสภาวะอันโหดร้ายในอวกาศเป็นเวลากว่า 54 ปี จึงทำให้เป็นไปได้ว่า เมื่อ Spectrum ที่ได้แปรเปลี่ยนไปนั้น อาจเกิดจากสภาพของวัสดุบน 2020 SO

ดังนั้น การที่จะพิสูจน์ว่า 2020 SO คือชิ้นส่วนของจรวด Centaur ก็จะต้องหาจรวด Centaur อีกชิ้น ที่อยู่ในสภาพเดียวกัน และเป็นเวลาใกล้เคียงกัน มาเปรียบเทียบ 

ซึ่งในวันที่ 1 ธันวาคม 2020 เมื่อทีมนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้อง IRTF สำรวจ Spectrum ของชิ้นส่วนจรวด Centaur D ที่ถูกใช้ในการปล่อยดาวเทียมสื่อสาร เมื่อปี 1971 หรือประมาณ 49 ปีที่แล้ว และยังอยู่ในวงโคจน Geostationary Transfer Orbit ซึ่งใกล้โลกมาก ๆ จึงทำให้ยากต่อการสำรวจเช่นกัน เพราะวัตถุมีความเร็วสูง โดยวัสดุ 301 Stainless Steel ใน Centaur D ที่เจอสภาพอวกาศมาเกือบ 50 ปี ทำให้ Spectrum ของมันเปลี่ยนไปจาก Spectrum ของ Stainless Steel ที่ใหม่เอี่ยม แต่เมื่อนำข้อมูล Spectrum ของ Centaur D ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก 2020 SO ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกลับตรงกัน

ดังนั้น จึงทำให้สรุปได้ว่า 2020 SO คือชิ้นส่วนของจรวด Centaur ที่ใช้ในการปล่อย Surveyor 2 เมื่อ 54 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายรูปมันได้ เนื่องจากมีขนาดเล็กมากจนเกินไป แต่ข้อมูลวงโคจรเหล่านี้ รวมกับข้อมูล Spectrum ที่ได้มาล่าสุด จึงทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่า 2020 SO คือชิ้นส่วนของอารยธรรม ที่ต้องการพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในอดีต และมันจะยังไม่หายไปไหน แต่จะอยู่ในวงโคจรใกล้โลกไปอีกสักระยะหนึ่ง ก่อนที่มันจะถูกเหวี่ยงออกไป Heliocentric orbit รอบดวงอาทิตย์ในเดือน มีนาคม 2021 ที่จะถึงในปีหน้านี้

Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีในเมืองไทยมากว่า 10 ปี